เวิลด์ คัพ (ไม่) ฟีเวอร์

เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือนโดยประมาณเท่านั้น มหกรรมฟาดแข้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองมนุษย์อย่าง “ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ” ก็จะเดินทางมาถล่มโลกของเราอีกครั้งแล้ว

ฟุตบอลโลก 2018
                        ฟุตบอลโลก 2018

กระแสของศึกฟุตบอลโลก 2018 มันไม่ค่อยจะรุนแรงเท่าไหร่เหมือนที่ผ่านๆมาสักเท่าไหร่ แถมดูจะเงียบเหงาเกินไปเสียด้วยซ้ำ! เฉพาะอย่างยิ่งในประเทศชาติของเราที่ขอประกาศว่า”เงียบเหงาสิ้นดี” ปกติธรรมดาเมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนศึกฟุตบอลโลกแบบนี้ บรรยากาศ”เวิลด์ คัพ ฟีเว่อร์”จะเริ่มคึกครื้นและปรี้ยปร้าดมากขึ้นตามลำดับ สินค้าต่างๆ จะเริ่มจัดกิจกรรม เพื่อต้อนรับการมาของฟุตบอลโลกอย่างสนุกสนานและครื้นเครงดีนักแล แตกต่างจากปีนี้ที่กระแสดูไม่แรงแบบผิดวิสัย ถึงขนาดยักษ์ใหญ่หนังสือพิมพ์ที่ให้ทายว่าทีมใดจะขว้าแชมป์โลกบนลงไปรษณีย์บัตร เพื่อชิงรางวัลมูลค่าสิบๆล้านบาท ยังงดจัดกิจกรรมเหมือนอย่างเคย ถามว่าทำไม? บางทีต่อไปนี้อาจเป็นเหตุผล

1.ถ่ายทอดสดช่องไหนวะ?

ด้วยลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดที่สุดแสนจะมหาศาล แต่กลับถูกข้อกฎหมายบังคับว่ามึงต้องถ่ายทอดสดให้ชาวบ้านดูฟรีๆ เพียงสถานเดียว มันจึงไม่มีนายทุนกลุ่มไหนที่กล้าทุ่มซื้อลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 เหมือนอย่างเคย เพราะขืนทำอย่างนั้นบอกได้คำเดียวคับว่า”เจ๊ง”แน่นอน ในเมื่อไม่มีภาคเอกชนยอมวอดวาย เพราะบรรลัยแน่ๆ ทางภาครัฐจึงเอาใจชาวประชาที่กำลังจะแดกฝาบ้านเป็นอาหารด้วยการประกาศว่าข้าพเจ้าจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง ตอกแรกทราบข่าว ประชาชนชาวไทยผู้ไม่เคยหลีกเลี่ยงภาษีอย่างผมก็ดีใจแบบเต็มประดาจนน้ำตาคลอเบ้าเลย ขอบอกพวกพี่ๆ เขาจะใช้วิธีการใด หรือจะไปหักคอ หรือไปบังคับใครมาร่วมลงขัน เพื่อซื้อลิขสิทธิ์อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ที่แน่ๆ คือจนป่านนี้แล้วยังสรุปไม่ได้เลยนะครับว่าคนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลกแบบสดๆผ่านทางฟรีทีวีหรือทีวีดิจิตอลจริงหรือเปล่า? บางทีอาจเป็นครั้งแรกในประวิติศาสตร์ที่ต้องดูถ่ายทอดสดบอลโลกทุกนัดในจอมือถือ…ก็…เป็น…ได้ กระแส “เวิล์ด คัพ ฟีเว่อร์”ที่เคยคึกคักมาตลอด มันเลยซึมเศร้าเหงาหงอยไปตามระเบียบ

2.กระแสโซเชี่ยลฯ

นาทีนี้กระแสโซเชี่ยล มีเดีย ไม่เพียงแต่จะมาแรงที่สุด มันยังทำลายล้างสื่อหลักเก่าๆ ในโลกของเราจนแทบสิ้นซากอีกต่างหาก สื่อกระดาษกำลังจะตาย เช่นเดียวกับสื่อโทรทัศน์ที่เคยทรงอิทธิพลมากที่สุด มันกำลังถูกกระทืบด้วยระบบโซเชี่ยล มีเดีย ที่แม้จะรวดเร็วและสะดวกสบายมากกว่า แต่กลับไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึก เมื่อคนไม่อ่านตัวหนังสือจากทางหน้ากระดาษ แถมจำนวนผู้ชมทางทีวีก็ลดลงอย่างน่าใจหาย มันก็เลยไม่ค่อยมีข่าวคราวและความเคลื่อนไหว รวมถึงรายการเกี่ยวกับฟุตบอลโลกทางทีวี ขณะที่ในหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือที่เรียกว่า “สมาร์ทโฟน” ก็มีเรื่องราวหลากหลายอัดแน่นอยู่ในนั้นจนกลบกระแสฟุตบอลโลกแทบหมดสิ้นเลยทีเดียว ว่าแล้วก็ขอขอบคุณคุณพี่สตีฟ จ๊อบ ผู้ล่วงลับ กับคุณพี่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้เปลี่ยนแปลงโลกของเราให้เป็นโลกโซเชี่ยลฯ อย่างเต็มตัว ณ ที่นี้ด้วย

3.ฟุตบอลโลกแล้วไงล่ะ?

อืมมมมมมมม…ลองนึกถึงความหลังครั้งฟุตบอลโลกมาเยือนเมืองมนุษย์ดูนะครับ แฟนบอลเฝ้ารอมันด้วยความตื่นเต้นแบบใจจดใจจ่อ เพราะ 4 ปีถึงจะมาทีเวลามันจากไปก็เกิดอาการโหยหาและอาวรณ์อย่างหนัก เพราะต้องรออีกถึง 4 ปีกว่ามันจะกลับมาอีกที ในโลกยุคอนาล็อค 4 ปี จัดเป็นเวลาที่นานเหลือเกินครับ-ขอบอก กระทั่งโลกเปลี่ยนไปเป็นยุคดิจิตอล ฟุตบอลมีถ่ายทอดสดให้ดูทุกวัน แถมวันละหลายคู่ ผิดกับในอดีตที่นานๆ ถึงจะถ่ายทอดสดให้ดูสักคู่หนึ่ง ในเมื่อมีเกมฟาดแข้งให้ดูตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะพรีเมียร์ลีก,ลา ลีกา,บุนเดส ลีกา,กัลโช่ เซเรีย อา,ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และอื่นๆ อีกมากมาย มหกรรมลูกหนังที่จัดขึ้น 4 ปีครั้งอย่าง”ฟุตบอลโลก” จึงไม่มีความสำคัญต่อมวลมนุษย์ชาติอีกต่อไปแล้วไหนในช่วงปิดฤดูกาลยังมีศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาขั้น สลับกันทุก 2 ปีที่จะมีรายการใหญ่อย่าง “ยูโร” กับ”เวิล์ด คัพ” ให้ชม รวมถึง โกปา อเมริกา อะไรนั้นให้ลุ้นกันเล่นๆอีกด้วย พูดง่ายๆว่าเดี๋ยวนี้มีเกมลูกหนังให้เราดูกันมากเกินไปจน”เบื่อ”นั่นแหละ ฟุตบอลโลกจึงไม่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนในอดีตด้วยประการฉะนี้

4.เจ้าภาพอย่างรัสเซีย

ฟุตบอลโลกหนนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย แม้จะเป็นหนึ่งในขาประจำฟุตบอลโลกแถมเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป แต่โดยความรู้สึก มันช่างลึกลับและห่างไกลกับชาวไทยเหลือเกิน บุคลิกของประเทศที่เคยได้ชื่อว่าอยู่หลังม่านเหล็กค่อนข้างแข็งกระด้างตามความรู้สึกนะครับผู้คนก็ดูเหมือนจะไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ ฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพมันจึงให้อารมณ์และความรู้สึกตึงเครียดชอบกล เนื่องจากรัสเซียถูกทำให้มีภาพลักษณ์ของผู้ก่อการร้าย แล้วดูในนัดเปิดสนามในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่เปรียบเสมือนเกมเรียกแขกซิครับ รัสเซีย – ซาอุดิอาระเบีย น่าดูมากเลยย…

5.ทีมชาติไทยไม่ได้ไปฟุตบอลโลก

เหตุเพราะปัจจุบันกระแสบอลไทยมาแรงมากกว่าแต่ก่อน ทั้งฟุตบอลลีกและทีมชาติมันจึงเกิดอะไรที่เรียกว่า “ชาตินิยม” มากยิ่งขึ้น แล้วความฝันอันสูงสุดของแฟนบอลชาวไทยที่มีความเป็นชาตินิยมสูงคืออยากเห็นบอลไทยไปบอลโลก ปัญหาฟุตบอลโลกขบวนนี้ไม่มีทีมชาติไทยนะครับ อันที่จริงฟุตบอลโลกหนก่อนๆหรือหนไหนๆ ก็ไม่เคยมีทีมชาติไทยอยู่แล้ว แถมคาดว่าคงอีกนานแสนนานกว่าธงไทยจะได้ไปสบัดในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย มันเลยให้อารมณ์และความรู้สึกเหมือนไม่มีส่วนร่วมสักเท่าไหร่ ครั้นจะหันไปเชียร์ทีมชาติดังๆ อย่าง อังกฤษ – บราซิล – เยอรมัน – สเปน – ฝรั่งเศส – อาร์เจนติน่า หรือเพื่อนร่วมทีมเอเชียก็ดูจะกระดากใจเพราะเดี๋ยวนี้เรามีความเป็นชาตินิยมในเรื่องลูกหนังมากขึ้นไม่เหมือนเมื่อก่อนที่คนไทยสามารถเชียร์ทีมชาติอื่นๆ ที่ตัวเองคุ้นเคยได้อย่างไม่ขัดเขิน เหตุผลข้อนี้อาจไม่มีน้ำหนักสักเท่าไหร่ แต่ขอเอามันมาใส่ให้ครบ 5 ข้อไปอย่างนั้นแหละ อย่างไรก็ตาม คาดว่าเมื่อศึกฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาเยือนมนุษย์ เดี๋ยวกระแสก็จะฟีเว่อร์ขึ้นมาเองนั่นแหละ แต่ถึงตอนนั้นถ้าคุณยังไม่รู้สึกว่ามันฟีเว่อร์ แสดงว่าคุณหมกมุ่นกับเกมลูกหนังมากเกินไปจนเกิดอาการตายด้าน แนะนำให้ลองกินยาบำรุงกำลังตราลิงนั่งชักว่าวยิกๆๆๆๆดูนะครับ เฉียบ!!!!!

“สิงโตในบอลโลก 2018”

นักเตะทีมชาติอังกฤษ
                      นักเตะทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษในบอลโลก 2018

อย่าลืมนะครับว่าการอุ่นเครื่องของอังกฤษจบสิ้นแค่นี้ จากนั้นมีคิวอีกทีในช่วงเดือนพฤษภาคม หลังปิดลีกก่อนซ้อมรวมตัวไปฟุตบอลโลก นั่นหมายความว่านักเตะชุดนี้คือการติดตามผลงานมาตลอด 7-8 เดือน ฟอร์มการเล่นอะไรต่างๆก็เข้าตา เซาธ์เกต จนหมดแล้วขาประจำแกนหลัก…ไม่น่าพลาด ผมมองว่ามีประมาณ 17-18 คน ส่วนอีก 6 คนนั้นน่าจะเป็นกลุ่มนักเตะที่อาจถูกเรียกมาเติม ส่วนจะเป็นใครก็อีกเรื่องหนึ่งครับ แล้วแต่เซาธ์เกตเลย ดังนั้น  23-27 คนที่เรียกช่วงพฤษภาคมไม่รวมแฮรี่เคน ที่รอวันหายกลับมาช่วงเดือนเมษายน น่าจะเป็นชุดที่เราพอมองเห็นว่านี่คือนักเตะที่จะไปบอลโลกรัสเซีย ไม่น่ามีอะไรพลิกโผ ถ้ามีคนให้โควต้า 1 คน อาจเป็นพวกดาวรุ่งพุ่งแรงหากตัวที่เล่นประจำไม่มีใครเล่นดีมากเพียงพอ ลองดูรายชื่อก่อนครับ มันมีประเด็กหลักๆให้วิจารณ์กันเยอะ แต่สื่อประเทศอังกฤษและแฟนบอลยุคโซเชียลที่แสดงความคิดเห็นทันทีและตรงเร็ว

ผู้รักษาประตู : โจ ฮาร์ท(เวสต์แฮม) ,แจค บัตแลนด์(สโต๊ค),จอร์แดน พิคฟอร์ด(เบิร์นลี่ย์) และนิค โพพ์(เบิร์นลี่ย์)

กองหลัง : ไคล์ วอล์คเกอร์ ,จอห์น สโตน(แมนฯซิตี้) ,แฮร์รี่ แม็คไกวร์(เลสเตอร์),คีแรน ทริปเปียร์,แดนนี่ โรส(สเปอร์ส) ,เจมส์ ทราคอฟสกี้(เบิร์นลี่ย์) , ไรอัน เบอร์ทรานด์(เซา แฮมป์ตัน),แอชลี่ย์ ยัง(แมนฯยู) โจ โกเมซ(ลิเวอร์พูล) , อัลฟี่ มอร์สัน(สวอนซี)

กองกลาง : เอริก ดายเออร์ ,เดเล่ อัลลี่(สเปอร์ส) , เจสซี่ ลินการ์ด(แมนฯยู) , ลูอิส คุ้ก(บอร์นมัธ) , อดัม ลัลลาน่า , อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน , จอร์แดน เฮนเดอร์สัน(ลิเวอร์พูล) , แจ็ค วิลเชียร์(อาร์เซน่อล) , เจค ลิเวอร์มอร์(เวสต์บรอม)

กองหน้า : เจมี่ วาร์ดี้(เลสเตอร์) มาร์คัส แรชฟอร์ด(แมนฯยู) ราฮีม สเตอริง(แมนฯซิตี้) แดนนี่ เวลเบ็ค(อาร์เซน่อล)

มีหน้าใหม่เปิดตัวแบบมีลุ้นไปรัสเซียด้วยอย่าง เจมส์ ทราคอฟสกี้ , นิค โป๊ฟ จากเบิร์นลี่ย์ รวมทั้งลูอิส คุ้ก กลางตัวรับของบอร์นมัธ และ อัลฟี มอว์สัน กองหลังจากสวอนซี จะได้ลงสนามกันคนละกี่นาที หน้าเก่ากลับมาติดใหม่ แจ็ค วิลเชียร์ ถูกเรียกมาพร้อมกับ แดนนี่ เวลเบ็ค ที่ช่วงหลังลงบ้างไม่ลงบ้าง ไม่ใช่ตัวหลักของอาร์เซน่อล มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง วิลเชียร์ กลับมาอาร์เซน่อลอันเป็นช่วงสุดท้าย ของเขาหากเล่นไม่ดี ไม่ฟิต ไม่พัฒนา คงเสียดายเวลาและอายุวัย 26 ปีของเขาอย่างแน่นอน อย่างที่ทราบกันครั้งล่าสุด ที่เขาลงสนามรับใช้ทีมชาติอังกฤษคือความพ่ายแพ้ในยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสนัดแพ้ไอซ์แลนด์ 1-2 ซีซั่นนี้เขาได้โอกาสจาก อาร์แซน เวนเกอร์ คนที่ดันเขามาจากทีมเยาวชนของปืนใหญ่ และเขาต้องพิสูจน์ตัวเองในทีมชาติ เมื่อเซาธ์เกต ให้โอกาสมาแล้ว เชื่อว่าทุกคนน่าจะพอทราบหากเราดูผลงานของทีมระดับท๊อปของอังกฤษเวลานี้มีนักเตะต่างชาติเป็นแกนหลัก ส่วนนักเตะอังกฤษแท้ๆ เองกลับเป็นตัวสำรองในทีมใหญ่ นั่นเลยทำให้ทีมขนาดเล็ก ระดับกลางถึงล่างจึงมีนักเตะอังกฤษเป็นแกนหลัก ถ้าเรามองภาพกว้างๆ แบบนี้ เราคงมองเห็นอนาคตในบอลโลก 2018 ของอังกฤษว่าจะไปไกลแค่ไหน?

 

“WORLD CUP 2018”

ROAD TO RUSSIA 

ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย
          ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

ยังไม่ทันตัดริบบิ้นเปิดงาน บอลโลกคราวนี้ได้โดนงานเข้าก่อนซะแล้ว เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลายเป็นเสี้ยนตำใจกันขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียถูกกล่าวหาว่าเป็นเบื้องหลังใช้ก๊าซพิษสังหารสายลับสองหน้าชาวรัสเซียพร้อมลูกสาว โดยเหตุเกิดที่ประเทศอังกฤษ นั่นทำให้บรรดาชาติในอียูหรือสหภาพยุโรปไม่พอใจอย่างมาก รวมถึงอีกบางประเทศที่เดือดดาลกับการกระทำครั้งนี้ แม้พญาหมีขาวจะออกมาปฎิเสธแล้วก็ตาม ทว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดลอยๆ จากนั้นไม่นานหลายชาติขับทูตรัสเซียออกจากประเทศ เป็นการตัดสัมพันธ์เบื้องต้นก่อนว่าข้าจะไม่ใยดีกับเอ็งอีกต่อไป จากนี้ต่างคนต่างอยู่ ตามมาด้วยไอซ์แลนด์หนึ่งในสมาชิกอียูและจากนอร์ดิกก็ประกาศเลยว่าจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมงานบอลโลกครั้งนี้เด็ดขาด เพื่อเป็นการสั่งสอนรัสเซียที่ทำอะไรตามอำเภอใจ ที่หนักกว่าคือ ออสเตรเลีย โดย จูเลีย บิชอป นายกรัฐมนตรีต่างประเทศทุบโต๊ะเปรี้ยงเลยว่า อาจตัดสินบอยคอบทีมจากการเข้าร่วมบอลโลกเลย นี่ถือว่าเป็นข่าวใหญ่มากๆ จู่ๆการขู่คว่ำบาตรไม่ส่งทีมเข้าร่วม มันย่อมไม่ธรรมดา มีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังมากกว่าในครั้งนี้ เพราะปกติออสซี่จะไม่ค่อยโดดมาตูมเดียวเล่นคนเดียวเด็ดขาด ถ้าไม่มีลูกพี่อย่างสหรัฐฯหรืออังกฤษนำร่องออกโรงมาก่อน มันน่าหวั่นใจตรงที่จากนี้ท่าทีของชาติใหญ่ในยุโรปที่มีพาวเวอร์และได้ไปเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายจะเอาเป็นอย่างไร ไล่ตั้งแต่อังกฤษ,เยอรมัน,ฝรั่งเศษหรือสเปน ล้วนแต่กอดคอกันแน่นเป็นทุนเดิมหากสมหัวคุยกันแล้วได้บทสรุปว่าควรมีมาตรการบางอย่างเพื่อแสดงอารยะขัดขืนในบอลโลกคงวุ่นวายไม่น้อย โอกาสที่คว่ำบาตรไม่ส่งทีมนั้น มันเป็นไปได้ค่อนข้างยากอยู่ แต่ลำพังแค่การไม่ส่งเจ้าหน้ามาร่วมก็หนักหนาสาหัสพออยู่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตอนนี้พญาหมีขาวคงปวดหัวมากกับการแก้ปัญหา ซึ่งมีหลายอย่างให้แก้ไขมากมาย แถมมาเจอเรื่องความสัมพันธ์กับชาติอื่นที่ขยี้ซ้ำไปอีกดอก เรื่องความปลอดภัยที่ใครต่อใครหวาดหวั่นทางเจ้าภาพเองก็ยังไม่อาจรับประกันได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก่อนหน้านี้เองไอเอสก็ฮึ่มๆทำโปสเตอร์ออกมาขู่ พร้อมประกาศเลยว่าจะทำลายล้างเวิล์คัพครั้งนี้ให้สิ้นซากเลยทีเดียว ไอซิสนั้นแค้นรัสเซียอยู่แล้ว กรณีสงครามกลางเมืองในซีเรีย ที่ต่างฝ่ายต้องการครอบครองฐานที่มั่นให้ได้ เลยเปิดฉากซัดกันอย่างดุเดือด ซึ่งแน่นอนว่าไอซิสไม่มีทางต้านได้ เสียเลือดเนื้อไปไม่น้อย นอกจากก่อการร้ายที่อาจเกิดได้ทุกเมื่อเพราะรัสเซียเองเป็นเหมือนสายล่อฟ้า ยังมีปัญหาเหยียดผิว เหยียดเพศตามมาสมทบเข้าไปอีก อย่างที่เรารับรู้กันชาวรัสเซี่ยนครึ่งค่อนประเทศถูกปลูกฝังหัวให้เกลียดพวกคนผิวสีต่างเผ่า ซึ่งบางรายไม่ได้เหยียดด้วยคำพูดเท่านั้น แต่อาจทำร้ายร่างกายให้ถึงชีวิตเลยทีเดียว นอกจากนี้กลุ่มฮูลิแกนที่ประกาศตัวแล้วว่าแฟนบอลชาติไหนที่เข้ามากร่างมีสิทธิ์โดนเล่นงานแน่ ในยูโร 2016 ที่ผ่านมากองเชียร์รัสเซียประกาศไว้แล้วว่าจะจัดอันธพาลลูกหนังอังกฤษให้ราบคาบหลังทัวร์นาเม้นต์ได้ป๊ะกันมา เพราะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน มาครั้งนี้ขาใหญ่หมีขาวกาหัวไว้เลยว่าพวกกองเชียร์ขี้เมาเบียร์จากอังกฤษจะกลับไปแบบไม่ครบ 32 แน่ ที่เล่ามานี่แค่ปัญหาซึ่งเรารับรู้ได้จากภายนอกเท่านั้น ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่รัสเซียต้องตามล้างตามเช็ดแก้ไขให้เรียบร้อย ก่อนที่งานใหญ่จะมาถึงในเดือนมิถุนายน ประเมินด้วยตาเปล่าบอกได้เลยว่ามันหนักหนาเกินกว่าที่จะจัดการได้จริงๆ ปัญหารอบด้านรุมเร้าอย่างนี้ แถมบางทีรัสเซียเองก็ตีมึนทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอีกต่างหาก ส่วนแฟนบอลบ้านเราเองดูเหมืิอนว่าจะไม่ได้ตื่นเต้นไปกับเวิล์ดคัพครั้งนี้สักเท่าไหร่ด้วยเช่นกันเพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะได้ดูเกมถ่ายทอดสดฟรีทีวีตามที่รัฐบาลประกาศไว้หรือเปล่าเป็นบอลโลกที่ดูห่างไกลจากคนไทยมากจริงๆ

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่ คลิ๊ก

 

Mister.จอร์จ(George Weah )

จอร์จ เวอาห์
                                           จอร์จ เวอาห์

จอร์จ เวอาห์ (ช่วงที่อยู่เอซี มิลาน 1995-2000)

“มิสเตอร์ จอร์จ” อาจไม่ใช่ดาวยิงที่มีผลงานสม่ำเสมอที่สุดในตำนานเอซี มิลาน และผลงานช่วงที่อยู่นั้น ก็แสดงให้เห็นอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ในซีรี อา เวอาร์ยิงไป 46 ประตู จากการเล่น 114 นัด ขณะที่ผลงานโดยรวมอยู่ที่ 58 ประตู จากการลงสนามในแมตทางการ 147 นัด ตลอด 5 ฤดูกาล ในสีเสื้อปีศาจแดง-ดำ

เวอาห์ ไม่เคยยิงเกิน 20 ประตูรวมทุกรายการ สูงสุดที่ทำได้คือ 16 ประตู ในฤดูกาล 1996-1997 กระนั้น เจ้าของรางวัลบัลลัง ดอร์ 1995 ก็เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลทีมเอซี มิลาน จากสไตล์การเล่น ที่ดุดัน และประตูที่สวยงามลูกแล้วลูกเล่า การประสานงานของเขากับ มาร์โก ชิโมเน่ เป็นไปอย่างวิเศษสุดในฤดูกาล 1995-1996 ซึ่งเป็นปีที่เขาคว้า สกูเล็ตโต้ แรกในอิตาลี ก่อนที่จะมาได้แชมป์อิตาลีอีกครั้งในอีก 3 ปีต่อมา 1999 ที่เขาร่วมเล่นกับ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ และ ซโวมิเนียร์ โบนัน

ติดตามเรื่องอื่นๆได้ที่ คลิ๊ก

 

“ตำนานเบอร์ 3” แห่งมิลาน

เปาโล มัลดินี่
                                               เปาโล มัลดินี่

ยอดกองหลังหมายเลข3

“เปาโล มัลดินี่” อดีตกองหลังทีมชาติอิตาลี และตำนานกองหลังของทีมเอซี มิลาน จัดเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับมิลานในปี 1985 และเป็นสโมสรเดียวที่ลงเล่นให้โดยลงเล่นให้กับ มิลานไปทั้งสิ้น 902 เกมส์ ถือเป็นตำนานนักเตะที่ลงเล่นให้กับมิลานมากที่สุดตลอดกาล ประสบความสำเร็จมากมายกับมิลาน พามิลานคว้าแชมป์กัลโช่ ซีรี่ เอ ถึง 7 สมัย และคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ/ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ถึง 5 สมัย เป็นนักเตะที่ มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้มิลานเป็นทีมไร้เทียมทานในปลายยุค 80 จนถึงต้นยุค 90

ในระดับทีมชาติผลงานของมัลดินี่กลับได้เป็นแค่พระรอง ซึ่งสวนทางกับผลงานในสโมสรที่มักจะเป็นพระเอกเรื่อยมา โดยมัลดินี่ได้ลงเล่นฟุตบอลโลกให้กับทีมชาติอิตาลีถึง 4 สมัย ปี 1990,1994,1998 และ 2002 ทำผลงานได้ดีที่สุดคือคว้ารองแชมป์ในปี 1994 สำหรับบอลยูโร   ลงเล่นให้อิตาลี 3 สมัย ปี 1988,1996 และ 2000 ทำผลงานได้ดีที่สุดคือคว้ารองแชมป์ในปี 2000 เช่นกัน เมาดินี่ลงเล่นให้ทีมชาติอิตาลีทั้งสิ้น 126 เกมส์ ยิงได้ 7 ประตู ถือเป็นนักเตะที่ลงเล่นให้ทีมชาติอิตาลีมากที่สุดตลอดกาลอันดับ 3

อ่านเรื่องราวอื่นๆได้ ที่นี่

“นักฟุตบอลในดวงใจของฉัน”

เชฟเชนโก้
เชฟเชนโก้

นักฟุตบอลในดวงใจของฉัน Andriy shevchenko

กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วโลกและ นักฟุตบอลในดวงใจ มีคนดูเป็นล้านๆคน แต่สำหรับผมแล้ว ในวัยเด็ก ผมไม่ค่อยสนใจกีฬาชนิดนี้เท่าไหร่เพราะว่าดูไม่เป็น ไม่รู้กติกา ดูแล้วไม่สนุกก็เลยเฉยๆกับมัน แต่พอมาในปี 2002 ฟุตบอลโลกครั้งนั้น ผมก้เปลี่ยนทัศนะคติไปเลย จากที่ไม่เคยชอบดูบอล กลายมาเป็นคอยติดตามตลอด

ฟุตบอลโลกปีนั้นผมจำได้ตอนผมเรียนอยู่ชั้นป.6 ตอนนั้นผมเชียรเยอรมัน และเยอรมันก็ได้เข้าชิงชนะเลิศในปีนั้น น่าเสียดายที่เป็นแค่รองแชมป์ เพราะว่าไปแพ้บราซิล 0-2 ลูก หลังจากจบฟุตบอลโลกปีนั้น ผมก็เริ่มชอบกีฬาฟุตบอลมากขึ้นและเริ่มติดตามฟุตบอลในลีคและทัวร์นาเม้นต่างๆ จนได้มาชอบนักเตะคนหนึ่ง คือ อังเดร เชฟเชนโก้ กองหน้าชาวยูเครน สังกัดสโมสร เอซี มิลาน ณ ขณะนั้น ทำไมถึงชอบเชฟเชนโก้หนะหรอ ตอนแรกผมได้ยินชื่อแล้วรู้สึกว่า ชื่อคนนี้เท่ดีจัง ชอบอ่ะ เลยลองติดตามผลงานของนักเตะคนนี้ดีกว่า หลังจากนั้นผมก็ติดตามเชฟเชนโก้มาตลอด ได้เห็นฝีเท้าเค้าแล้วรู้สึกไม่ผิดหวังที่ชื่นชอบนักเตะคนนี้ เชฟเชนโก้ เป็นกองหน้าที่ครบเครื่องคนนึงของโลกเลยก็ว่าได้ มีทั้งสปีดต้นและสปีดปลาย ความคมในการจบสกอร์ เป็นนักเตะที่เล่นได้ทั้ง 2 เท้า เล่นลูกกลางอากาศได้ดีเยี่ยม แถมยังปั่นฟรีคิกดีอีกต่างหาก ผลงานการทำประตูอย่างสม่ำเสมอของเขาและการพาเอซี มิลานคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์ เปี้ยนลีคในปี 2003 ทำให้เขาได้รับรางวัลบัลลังดอร์ (นักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป) ในปี 2004 นั่นคือช่วงที่พีคสุดของนักเตะรายนี้

ต่อมาในปี 2006 เชฟเชนโก้ได้ย้ายมาอยู่สโมสรเชลซี แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ประสบความสำเร็จกับเชลซี จึงต้องออกจากทีมไปในช่วงปี 2010 และได้ย้ายกลับไปเล่นในลีคบ้านเกิดของตัวเองที่ยูเครน ปัจจุบันนี้เชฟเชนโก้ได้ประกาศแขวนสตั้ดไปแล้ว แต่ฝีเท้าและความสามารถของเขายังคงเป็นที่ประทับใจของผมตลอดไป….

อ่านเรื่องราวอื่นๆได้ ที่นี่

“ฝันร้ายที่อิสตันบลู 2005”

Shevchenko 2005
Shevchenko 2005

“ฝันร้ายที่อิสตันบลู”

พฤษภาคม ปี 2005 ฝันร้ายทีมเอซีมิลาน ในรอบนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคระหว่างทีมเอซี มิลานทีมดังจากแดนอิตาลี พบเจอกับ ลิเวอร์พลู ทีมดังจากแดนอังกฤษ ที่กรุงอิสตันบลู ประเทศตุรกี ในตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ผมใจจดใจจ่อที่จะดูแมตท์ที่สำคัญนี้เป็นอย่างมาก เพราะทีมที่ผมรักและชอบนักเตะที่ได้เข้าร่วมชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคในรายการแข่งขันนี้นั่นคือทีมเอซี มิลานที่มีนักเตะอย่าง อังเดร เชฟเชนโก้ และริคาโด้ กาก้า

กว่าที่เอซี มิลาน จะผ่านเข้ามาในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีคปี 2005 นั้น ต้องผ่านทีมใหญ่มาหลายทีม ดังนั้นผมจึงคาดหวังให้ทีมรักของผมคว้าแชมป์ในคืนนี้ให้ได้ เสียงนกหวีดจากกรรมการเป่าเริ่มเกม เพียงไม่กี่นาที มิลานก็ขึ้นนำจากการยิงวอลเล่เท้าขวาของเปาโล มัลดินี่ หลังจากนั้นมิลานก็เป็นฝ่ายบุกอยู่เรื่อยๆจนได้ประตูที่ 2 และ 3 ตามมา จากนักเตะคนเดียวกัน เฮอนัน เครสโป ผมดีใจมากและรู้สึกถึงการเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์มากขึ้น เสียงนกหวีดเป่าจบเกมครึ่งแรกดังขึ้น ผมโล่งใจและรีแรคมากกว่าตอนแรก เพราะทีมรักของผมนำตั้ง 3-0 ในครึ่งแรก เสียงนกหวีดในครึ่งหลังเริ่มขึ้น ลิเวอร์พูลปรับแผนกลับมาบุกมากขึ้น จนกระทั่งตีไข่แตกได้จากลูกโหม่งของเจอร์ราด รูปเกมเป็นของลิเวอร์พูลมากขึ้น จนกระทั่งได้ลูก 2 และตีเสมอ 3-3 จาก สมิตเซอร์ และ จุดโทษของซาบี อลอนโซ่ ตอนนั้นสกอร์ 3-3 ผมนั่งไม่ติด มาในช่วงต่อเวลาพิเศษ มิลานเริ่มทำได้ดีขึ้นและมีโอกาสปิดเกมจากจังหวะการโหม่งของอังเดร เชฟเชนโก้ และซ้ำอีกทีจากจังหวะดังกล่าว แต่ทว่าเจอซี่ ดูเดค ผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูลก็เซฟไว้ได้ จบเกมลิเวอร์พลูและมิลาน เสมอกัน 3-3 ทำให้ต้องดวลจุดโทษหาผู้ชนะในครั้งนี้ ซึ่งเป็นทางลิเวอร์พูลที่แม่นกว่า เอาชนะจุดโทษไปได้ด้วยสกอร์ 2-3 คว้าแชมป์ในฤดูกาล 2005 ไปครองอย่างช็อคคนดูทั้งโลก

           หลังจบเกมผมรู้สึกช็อคอย่างมากคนละฟิวกับครึ่งแรกโดยสิ้นเชิง แถบไม่อยากเชื่อว่ามิลานจะไม่ได้แชมป์ในครั้งนี้ และที่ช้ำใจที่สุดคืออังเดร เชฟเชนโก้ นักเตะที่ผมรักยิงจุดโทษลูกสุดท้ายไม่เข้า…..นั่นคือฝันร้ายของผมในคืนนั้น ร่วมเป็นผู้รวมสนุกในการทายผลฟุตบอลเว็บยูฟ่าเบทที่มีลีคดังรวมกันทั้งหมด สนใจติดต่อ http://www.ufabetthailand.com

ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลักเว็บยูฟ่าเบทอย่างเป็นทางการ

อ่านเรื่องราวอื่นๆได้ ที่นี่